เด็กที่ใจน้อย แสนงอน อ่อนไหว และปรับตัวไม่ได้กับการตำหนิวิจารณ์นั้นเกิดจากอะไรได้บ้างนะ
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นปัญหาในการสื่อสารค่ะ
เพราะอาการงอนนั้น ฟ้องถึงข้อจำกัดในการบอกกล่าวความรู้สึก ความต้องการ หรือความคิดของเจ้าตัวให้ตรงทิศตรงทาง
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมา พ่อแม่ไม่ค่อยใส่ใจต่อท่าทีจากอารณ์ด้านลบของเด็ก หรือมีท่าทีคุกคาม แทนที่จะช่วยสอนให้ลูกตระหนักรู้ถึงอารมณ์แล้วบอกกล่าวด้วยภาษาพูดอย่างสร้างสรรค์ให้เป็นเมื่อเด็กมีความรู้สึกไม่ดี เช่น โกรธ เสียใจ หรือทุกข์ ในที่สุดเด็กก็ดิ้นรนเรียนรู้ผิดๆ เลือกใช้ท่าทีเมินเฉยแยกตัวแทนการบอกเล่า
หรือเมื่ออยากได้อะไร ก็จะตั้งท่ารอให้ผู้อื่นทายใจแทนการร้องขออย่างตรงไปตรงมา
ตรงนี้มีจุดน่าสนใจซ่อนอยู่ค่ะ
เพราะการตั้งแง่ให้คนอื่นทายใจ ทายความต้องการนี้เองยังบ่งบอกให้เป็นปัญหาที่สองของเจ้าหนูน้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้การสื่อสาร
นั่นก็คือ ความพยายามทดสอบว่า คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรกับตนเอง
เธอรับรู้ถึงความคิดของฉันไหม เธอจะตอบสนองได้อย่างที่ฉันต้องการไหม
ฉันสำคัญมากพอไหมที่เธอจะเข้าใจอารมณ์ และความปรารถนา
ความสงสัยเหล่านี้ มาจากรากลึกๆ ในใจที่เด็กเองขาดความเชื่อมั่นว่าตนเองมีคุณค่ามากพอสำหรับพ่อแม่หรือคนรอบข้าง
ปมแห่งการขาดความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองหรือขาดความภาคภูมิใจนี้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจถึงกับงงได้ค่ะ
ก็ทั้งรักทั้งเอาอกใจปานนี้แล้ว ไฉนจึงมีความคิดแปลกๆไม่เข้าท่าเช่นนี้ได้
เรื่องของจิตใจมันไม่ตรงไปตรงมาเหมือนคณิตศาสตร์นะคะพ่อแม่เจ้าา
ความไม่เชื่อมั่นในตนเองมักมีที่มาคดเคี้ยวประหลาดได้หลายแบบ
เด็กหลายคนเริ่มเพาะบ่มความคลอนแคลนทางอารมณ์ เพราะมีคู่แข่งความรักในบ้าง ซื้ออาจหมายถึง พื่ชาย น้องสาวร่วมสายเลือดนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยว่าเป็นตัวร้ายในการทำลายความเชื่อมั่นในคุณค่าของเด็กๆ ทั้งที่ไม่มีคู่แข่งเลย ก็คือความไม่สม่ำเสมอของท่าทีจากคุณพ่อ คุณแม่
แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมขี้นลงของพ่อแม่ก็อาจมาจากผลกระทบของความดื้อดึงเหลวไหลของหนูที่พ่อแม่คุมไม่อยู่ จนปล่อยให้ความโกรธครอบงำก็ได้
กลายเป็นวัฏจักรอารมณ์ส่งต่อเด้งไปมาระหว่างพ่อแม่ลูก
ที่มา นิตยสาร Baby & Kid’s digest